อนาคตการเมืองประเทศไทย

หลายๆคนคงตื่นเต้นกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา และคิดว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่าง แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่หลายๆคนแอบหวังไว้ ฝ่ายรัฐบาลเปลี่ยนจาก คสช.มาเป็นพรรพลังประชารัฐ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คงยังสามารถสืบทอดอำนาจได้อย่างเสียงปริ่มน้ำ จากผลคะแนนโหวตอย่างฉิวเฉียด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็สามารถลงคะแนนชนะได้ทุกครั้ง ซึ่งแสดงถึงศักยภาพทีมงานล๊อบบี้ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาธิปไตยครึ่งใบ

คำว่าประชาธิปไตยครึ่งใบที่หลายๆคนเคยได้ยินนั้น ก็คงเปรียบเสมือนฝั่งขั้วอำนาจ คสช. ที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร ได้ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง สว. 250 คน หรือการนับคะแนน สส. แบบเฉลี่ยกระจายสัดส่วนอย่างไม่ชัดเจน หรือจะเป็นการนับคะแนนแบบขาดๆเกินๆในแต่ละเขต รวมถึงการใช้อำนาจมืดในการสร้างความได้เปรียบในการหาเสียง และพลังดูดนักการเมืองจากพรรคต่างๆ ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้กลับมามีบทบาทเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทำให้เหมือนประชาธิปไตยที่ออกมาได้แบบไม่ค่อยยุติธรรมเท่าที่ควร

ความเท่าเทียมของการเมืองไทย

หลังจากที่ในหลวงรัฐกาลที่ 10 ได้ขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเมือง เนื่องจากความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่สามารถควบคุมคณะรัฐมนตรีได้ รวมถึงการออกกฎหมาย พรบ.ต่างๆ ที่จะทำให้ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งแม้ว่าทุกคนจะเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่เราล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าในความเป็นจริงแล้ว ในชีวิตจริงแต่ละคนนั้นเกิดมาในฐานะและสังคมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และระบบการปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้ทุกคนสามารถยกระดับได้เพียงแค่ใช้ความซื่อสัตย์เท่านั้น

เพื่อไทยเริ่มปรับตัว

จะเห็นจากข่าวอยู่บ่อยๆว่าพรรคเพื่อไทยก็เริ่มที่จะปรับตัวเข้าหารัฐบาล เนื่องจากรู้ว่าตัวเองนั้นกำลังสู้อยู่กับสิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะได้ และหากแม้ว่าสามารถเอาชนะได้ก็เป็นเพียงชัยชนะเพียงชั่วคราว เพราะสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถเอาชนะอำนาจเผด็จการทหารได้ ซึ่งหากจะถามว่าใครเป็นผู้สั่งการหรือควบคุมผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของทหารตำรวจได้นั้น ก็คงไม่อาจไปก้าวล่วงได้ แต่แน่นอนว่าการรัฐประหารนั้นไม่ได้เกิดจากความคิดของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการจะอยู่รอดกับการเมืองไทยนั้นก็คงต้องฟังเสียงจากผู้มีอำนาจสูงสุดว่ามีความประสงค์ให้เป็นอย่างไร ส่วนเสียงประชาชนนั้นก็คงต้องใช้เวลาในการรองบประมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

ในการเมืองไทยนั้นไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทุกอย่างอยู่กับสถานการณ์และปัจจัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นและแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจากมิตรก็อาจกลายเป็นศัตรู จากศัตรูก็อาจเปลี่ยนเป็นคนเคยรู้จัก แต่แน่นอนว่านิสัยใจคอของแต่ละคนนั้น คนที่ใกล้ชิดและมีโอกาสสัมผัสพูดคุย ย่อมรู้ดีกว่า พฤติกรรม ลักษณะนิสัย และความสามารถของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร เพราะการเลือกมิตรแท้นั้นก็คงไม่สามารถเลือกจากเพียงผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว คนที่มีลักษณะนิสัยและความคิดคล้ายกันถึงจะสามารถคุยกันได้อย่างถูกคอ

ข้าราชการอึดอัด

เมื่อนักการเมืองที่เข้ามาทำหน้าที่มีผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง นโยบายที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่มีคนโน้นคนนี้ฝากมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง การก่อสร้าง ข้าราชการที่สามารถสนองนโยบายก็มีโอกาสที่จะขยับก้าวหน้าได้มากกว่าคนที่เถรตรงและยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ความอึดอัดและความไม่ยุติธรรมก็เกิดขึ้นในวงข้าราชการไม่ว่าจะกระทรวง ทบวง กรมใด หรือแม้แต่ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างยากลำบาก ก็ได้รับผลกระทบนี้ ซึ่งเราจะเป็นการปฏิรูปหน่วยงานต่างๆที่เหล่านักการเมืองมักจะนำเป็นตัวชูเพื่อทำให้ได้คะแนนนิยมแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะผู้มีอำนาจต้องสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลนั่นเอง

คนดีอยู่ยาก

คำว่าคนดีอยู่ยากคงใช้กับการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี เพราะคนดีมีความสามารถ ก็ไม่สามารถมาช่วยแก้ไขปัญหาได้ถ้าไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือต้องการของกลุ่มผู้มีอำนาจ และยิ่งหากไม่สามารถสั่งการหรือหาผลประโยชน์ร่วมด้วยได้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะนำตัวมาทำงาน เพราะหากนำคนดีคนเก่งคนเถรตรงมาทำงานแล้ว ผลประโยชน์ต่างๆก็จะกลับลงไปสู่ประชาชนไม่ได้ตกหล่นระหว่างทาง แล้วส่วนที่ลงทุนลงแรงไปจะเก็บสรรปันส่วนกันอย่างไร คนดีคนเก่งคนมีความสามารถก็ได้แต่เฝ้าดูและวิจารณ์กันไปตามสภาพ เพราะยิ่งหากวิจารณ์แรง หรือโดดเด่นขึ้นมา แล้วเป็นผลกระทบต่อความมั่นคง ก็คงรู้กันดีว่าจะต้องเจอกับอะไร

แล้วเราต้องอยู่อย่างไร

คำถามนี้เป็นคนถามที่เป็นประโยชน์ต่อทุกๆคนที่กำลังอ่านบทความนี้ ประเทศของเราเป็นเมืองพุทธ มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งคงต้องพูดว่าเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้นอกจากพฤติกรรมของตัวเราเอง การที่เราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัจจัย 4 พอเพียงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะต้องไปเครียดกับการเมือง การเสพข่าวการเมืองก็ควรจะใช้หลักเหตุและผล และความต้องการของมนุษย์เข้ามาดูมาฟังว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันของเราบ้าง รักษาสิทธิที่เราควรได้รับและไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น อยู่อย่างระมัดระวังไม่ไปเตะขาใคร เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถอยู่รอดปลอดภัยในยุคที่รัฐมีอำนาจมากกว่าประชาชน

Powered by WinSlot88